วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เทคนิคการถ่ายภาพ PANORAMA

     ไม่ยากเลย ^^ ถ้าเป็นวิวกว้างๆ เช่น สนามฟุตบอลก็ใช้ขาตั้งกล้องทั่วไปได้เลย แต่ถ้าเป็นวิวมุมแคบๆ เช่นสวนในรั้วบ้าน อาจต้องมีหัวพิเศษติดกับตัวกล้องก่อนที่จะวางบนขาตั้งเขาเรียกกันง่ายๆว่าพาโนเฮด


    
      


- การถ่ายภาพกว้าง


1.ก่อนอื่นก็เลือกทำเลหรือมุมที่จะถ่าย
2.วางกล้องบนขาตั้ง ผมชอบวางแนวตั้งค่ะ เพราะจะได้ความสูงค่อนข้างมาก ส่วนแนวนอนไม่ห่วง     อยู่แล้ว เพราะอย่างไรเราก็ต้องถ่ายหลายๆภาพเอามาต่อกัน
3.จัดมุมก้ม มุมเงยให้ดี ถ้าเป็นมุมระนาบ ไม่ก้มหรือเงย ภาพจะต่อกันได้สนิทกว่า
4.เล็งมุมกล้องไปยังมุมแรกที่ต้องการถ่าย วัดแสงให้ถูกใจ (อาจจะลองถ่ายมาดูก่อนก็ได้) ถ้าถูกใจแล้วให้ล๊อคค่าแสงไว้ครับ หรือใช้โหมดแมนนวลในการถ่าย เพื่อให้ภาพทุกภาพมีการตั้งค่าแบบเดียวกัน อ้อWBอย่าตั้งเป็นออโต้ค่ะ ไม่งั้นภาพแต่ละมุม แต่ละภาพ กล้องมันอาจจะจัดสีให้ไม่เท่ากัน ให้เลือกโหมดWBโหมดใดโหมดหนึ่งตามแต่ต้องการ
5.ถ่ายภาพแรก จากนั้นให้สังเกตที่ขอบภาพด้านขวาว่า มันเป็นวัตถุใด
6.หมุนกล้องไปตามเข็มนาฬิกา (อันนี้ไม่ใช่เคล็ดลับหรอกค่ะ^^) โดยสังเกตให้วัตถุที่ขอบภาพด้านขวาซึ่งเราหมายตาไว้ในภาพแรก ให้เลื่อนไปอยู่ที่ขอบของช่องมองภาพด้านซ้าย โดยให้กินเนื้อที่ประมาณ20%ของภาพแรก
7.ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้มุมภาพกว้างเท่าที่ต้องการ หรืออาจหมุนจนครบ360องศาเลยก็ยังได้ค่ะ8.นำภาพทั้งหมดมาต่อกัน ไม่ต้องกังวลใจว่าจะต่อไม่เนียน เพราะเราจะใช้โปรแกรมต่อภาพเป็นตัวจัดการ ขอให้ทำขั้นตอนที่1-6ให้ถูกต้องเท่านั้น รับรองว่าภาพต่อกันเนียนแน่ๆ ซึ่งเดี๋ยวจะมาว่ากันต่อค่ะ









-การถ่ายภาพในที่แคบๆ

การวางกล้องบนขากล้องแบบปกติ จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ parallax เกิดขึ้น ปรากฏการณ์นี้สามารถสาธิตง่ายๆโดยการยกนิ้วมือข้างหนึ่งไว้ตรงหน้าระดับสายตา หลับตาซ้าย-ขวา สลับกัน คุณจะเห็นว่า ภาพนิ้วกับฉากหลังมีองศาการทับซ้อนที่เปลี่ยนไป กล้องก็เช่นกัน การวางกล้องบนขาตั้งปกติ จุดหมุนจะไม่ได้อยู่ที่ปลายเลนส์ แต่จะอยู่บริเวณตัวกล้องแทน ดังนั้น ทันทีที่คุณหมุนกล้อง จึงเท่ากับเป็นการส่ายหน้าเลนส์ไปด้วย(ถ้ากล้องตัวแบนๆบางๆ+รูเสียบหัวขาตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางเลนส์ ก็ค่อยยังชั่วหน่อย) การถ่ายภาพสองภาพโดยที่เลนส์ไม่ได้หมุนในตำแหน่งเดิม ย่อมทำให้เกิด parallax (ในภาพที่มีบริเวณกว้าง จะเกิด parallax น้อยกว่าในบริเวณแคบๆ) เมื่อนำภาพมาต่อกัน จะต่อได้ไม่เนียนนัก แม้จะใช้โปรแกรมก็ตาม ดังนั้น ในกรณีนี้ คุณต้องหาหัว พาโนเฮดมาใช้ เพื่อเปลี่ยนให้จุดหมุนมาอยู่ที่หน้าเลนส์แทนค่ะ




คราวนี้ก็หาโปรแกรมสร้างภาพพาโนรามาดีดีมาใช้

1. อันหนึ่งที่ค่อนข้างใช้ได้ง่ายๆ และดูเหมือนจะฟรีด้วย ก็คือโปรแกรมในกลุ่มARCSOFTซึ่งแถมมากับกล้องยี่ห้อพานาโซนิค แต่จำชื่อโปรแกรมไม่ได้ แต่แนะแค่นี้คุณคงหาได้ไม่ยาก^_^
2. อีกอันหนึ่ง น่าจะดีกว่า ชื่อโปรแกรมStitcher Unlimitedของค่ายREALVIZอันนี้ไม่ฟรีแน่ค่ะแต่ทราบชื่อโปรแกรมแล้วคงไม่เกินความสามารถเป็นแน่

ส่วนชนิดของภาพพาโนรามาเดี๋ยวนี้มีหลากหลายค่ะ เป็นต้นว่า


1. Plannarภาพมุมกว้างทั่วไปที่ไม่ถึงกับรอบตัว
2. Cylindricalภาพมุมกว้างแบบรอบตัวเลยครับ360องศา อันนี้มีโปรแกรมสำหรับพรีวิวด้วย คนดูสามารถเอาเมาส์หมุนซ้าย-ขวา ได้ตามแต่ใจ
3. Sphericalอันนี้ค่อนข้างตระการตา เพราะมันสามารถหมุนซ้าย-ขวา เงย ไปดูเพดาน ท้องฟ้า หรือ ก้มมองดูพื้นได้เลย เปรียบเหมือนเราอยู่ด้านในห้องทรงกลมที่มีรูปภาพแปะอยู่รอบทิศทางเลยค่ะ(แต่การถ่ายภาพ ต้องถ่ายมาจำนวนมากกว่า เพราะต้องถ่ายมุมก้ม มุมเงย มาด้วย)4. Cubicอันนี้คล้ายข้อ3 แต่ไม่อลังการเท่า เปรียบเหมือนเราอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม หรือกล่องแบบ6ด้านนั่นแหละ







ขอบคุณที่มา : http://www.kaweeclub.com/(art)/panorama/

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการถ่ายสัตว์

การถ่ายภาพสัตว์อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. การถ่ายภาพสัตว์เลี้ยง
         สัตว์ที่เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัข แมว นก ปลา แต่ละชนิดก็มีรูปร่างลักษณะ สีสัน กิริยาท่าทาง และนิสัย ที่แตกต่างกันออกไป เป็นสัตว์ที่น่ารักทั้งสิ้น สามารถเลือกมุมถ่ายภาพให้มีความสวยงามและน่ารักได้ พยายามใช้ความรวดเร็วในการจับภาพในจังหวะที่น่าประทับใจต่าง ๆ





























 2. การถ่ายภาพในสวนสัตว์            
           ควรไปถ่ายภาพในตอนเช้า ที่อากาศไม่ร้อน สัตว์จะมีอารมณ์ดี โดยเฉพาะเวลาให้อาหารสัตว์เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการถ่ายภาพ เพราะสัตว์จะแสดงกิริยาต่าง ๆ 
           ในกรณีที่ต้องการถ่ายภาพ ผ่านลูกกรงเหล็ก หรือรั้วกัน ควรเปิดช่องรับแสงของเลนส์ให้กว้าง  ให้กล้องหากจากลูกกรงประมาณครึ่งเมตร ลูกกรงหรือรั้วกั้น  จะพ้นระยะชัดเกิดความพร่ามัว ทำให้มองเห็นเฉพาะภาพสัตว์และยังช่วยหลบฉากหลังที่รกรุงรังให้หายไปได้อีกด้วยกล้องที่ใช้ถ่ายภาพสัตว์          ควรใช้กล้องแบบ 35 มม. สะท้อนเลนส์เดี่ยว โดยใช้เลนส์ซูมหรือเลนส์ถ่ายระยะไกล้ 135 มม. – 250 มม. เพื่อให้สามารถดึงภาพให้มีขนาดใหญ่ได้ ส่วนฟิล์มควรใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง 250 ISO หรือ 400 ISO 














 3. การถ่ายภาพสัตว์ป่า          
          เป็นการออกไปถ่ายภาพสัตว์ในป่าเขาตามธรรมชาติ ซึ่งในบ้านเมืองเราคงหาโอกาสได้ยาก      จะมีบ้างก็พวกเก้ง กวาง ในป่าสงวนบ้างแห่งเท่านั้น การแอบถ่ายภาพสัตว์ป่า จำเป็นต้องถ่ายจากบังไพร หรือซุ้มไม้มิดชิดเพื่อไม่ให้สัตว์มองเห็น และกลัว ควรต้องศึกษาแหล่งที่พัก แหล่งอาหาร และแหล่งน้ำของสัตว์อย่างน้อยจะทำให้มีโอกาสการถ่ายภาพได้ง่ายเข้า 
           อุปกรณ์ที่จำเป็นที่สุดในการถ่ายภาพสัตว์ป่าคือเลนส์ระยะไกล มีความยาวโฟกัสสูง ไม่ต่ำกว่า 400 มม. – 1200 มม. หรือใช้ Teleconverter 2X เพื่อช่วยให้สามารถถ่ายภาพ
ในระยะไกล ๆ ได้ กล้องควรตั้งบนข้างตั้งใช้ฟิล์มที่มีความไวแสงสูง จะได้ภาพที่มีความคมชัด แน่นอน











ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.showded.com

















วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

เทคนิคการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ

        ก่อนจะถ่ายรูปนั้นเราต้องรู้ก่อนว่า เราจะถ่ายรูปให้หลังเบลอ ไปเพื่ออะไร? โดยปกติส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะถ่ายภาพที่มีฉากหลังเบลอ เพื่อ “เน้นตัวแบบ” ของเราให้เด่นขึ้น และกำจัดฉากหลังรกๆ ออกไปให้ไม่เกะกะสายตา
     
         แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าเราไปเที่ยว แล้วอยากถ่ายคน คู่กับวิว เราคงไม่อยากได้ วิวที่มันเบลอๆ มองไม่ชัด ใช่ไหมละ? ดังนั้นก่อนจะกดชัตเตอร์ เราต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่า "เราอยากได้รูปภาพแบบไหนกันแน่?"
      
          ภาพบุคคลมักจะถ่ายให้มีความชัดตื้น หน้าชัดหลังเบลอเพื่อเน้นความเด่นของตัวแบบ
รูปภาพที่มีลักษณะหน้าชัดหลังเบลอ หรือ หลังชัดหน้าเบลอ นั้น ภาษาช่างภาพ เขาเรียกว่า “ชัดตื้น”( Depth of Field) คือมีส่วนที่คมชัดน้อย หรือชัดเฉพาะส่วน

           ระยะชัดลึก  หรือ Depth of Field  คือ ช่วงระยะที่ภาพยังคงมีค่าความคมชัดของภาพอยู่ในช่วงที่ยอมรับได้ พูดปากเปล่าอาจจะไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าลองดูรูปประกอบละกัน

           

             ปัจจัยที่มีผลต่อระยะชัดลึก (Depth of Field)
1 รูรับแสง (Aperture)  การปรับค่ารูรับแสงคือการปรับระยะชัดลึกด้วย ถ้าเราปรับค่ารูรับแสงให้กว้างขึ้น (ค่า f น้อยลง) ค่าระยะชัดลึกก็จะน้อยลงด้วย ภาพก็จะหน้าชัดหลังเบลอหรือชัดตื้นมาก ในขณะที่ค่ารูรับแสงแคบๆ (ค่า f มาก) ค่าระยะชัดลึกก็จะมากขึ้น ภาพก็จะชัดไปทั้งภาพ
ซึ่งส่วนใหญ่ระยะชัดลึกน้อยๆ มักจะใช้กับการถ่ายภาพ Portrait เนื่องจากแยกตัวแบบออกจากฉากหลัง ทำให้ตัวแบบเด่นขึ้นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ระยะชัดลึกมากๆ ก็มักจะใช้กับภาพถ่าย Landscape เนื่องจากภาพวิวทิวทัศน์นั้นเรามักจะต้องการความชัดลึกของทั้งภาพสูงนั่นเอง

2 ระยะห่างจากตัวเลนส์กับตัวแบบ ยิ่งเราเข้าใกล้ตัวแบบมากขึ้นเท่าไหร่ ระยะชัดลึกจะยิ่งแคบลง และถ้าหากเราอยู่ไกลตัวแบบมากๆ ระยะชัดลึกก็จะเพิ่มขึ้น อันนี้สังเกตุได้จากเลนส์ macro ที่ต้องเข้าไปถ่ายใกล้ตัวแบบมากๆ ระยะชัดลึกจะแคบมากๆ ถึงขนาดว่าขยับนิดเดียว subject ที่เราจะถ่ายเบลอไปเลยก็มี เพราะฉะนั้นการถ่ายภาพ macro เลยมักจะต้องใช้ค่ารูรับแสงแคบมากๆ

3 ทางยาวโฟกัส (Focal Length) ยิ่งทางยาว Focus ของเลนส์มากๆ ระยะชัดลึกแคบก็จะแคบลง ในทางกลับกัน ถ้าเลนส์ที่ทางยาว Focus น้อยๆ ระยะชัดลึกก็จะมากขึ้นขึ้น  อันนี้สังเกตุได้ง่ายๆว่า ถ้าเราใช้เลนส์ Telephoto ถ่ายภาพ ฉากหลังมักจะเบลอมาก แต่ถ้าใช้เลนส์  Wide  ภาพจะยังคงคมชัดเกือบจะทั้งภาพ แม้ว่าจะตั้งค่ารูรับแสงค่าเดียวกันก็ตาม




        นอกจากนั้นขนาดของ Sensor ก็มีผลต่อระยะชัดลึกของภาพเหมือนกัน ดังจะเห็นว่ากล้อง Compact ที่มีขนาด Sensor รับภาพเล็กมาก ถ่ายภาพมายังไงหลังก็ไม่เบลอ เหมือนกล้อง SLR เพราะฉะนั้นคนที่ถ่ายภาพด้วยกล้อง compact ถ้าหากทำตาม 3 ขั้นตอนที่กล่าวมาแล้วคือ ใช้รูรับแสงกว้างๆ , Zoom มากๆ และเขยิบเข้าไปใกล้ๆตัวแบบมากๆ แล้วก็ยังไม่ได้ภาพที่น่าพอใจ ก็คงต้องแนะนำให้ลองมองหาฉากหลังที่อยู่ห่างจากตัวแบบมากๆ หรือลองมองหาฉากหลังเรียบๆ ที่มีความเปรียบต่างต่ำ มาใช้ช่วยให้ตัวแบบมีความโดดเด่นมากขึ้นแทน




           ถ้าต้องการถ่ายดอกไม้หรือแมลง ให้หน้าชัดหลังเบลอ
    
           ตอนนี้กล้องของเราก็ถูกปรับเป็นโหมดมาโครเรียบร้อยแล้ว จัดการหาวัตถุที่จะถ่ายอย่างดอกไม้ หรือผีเสื้อ เทคนิคง่ายๆ หากต้องการให้ตัวแบบชัด และหลังเบลอ คอมแพ็คก็สามารถทำได้ แต่อาจไม่เบลอเท่ากล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้ เพราะขนาดของเซ็นเซอร์ที่เล็กกว่า โดยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 4 อย่าง ด้วยกันค่ะ

   1. ยิ่งกล้องเราใกล้วัตถุที่เป็นจุดเด่นเท่าไร หลังก็จะยิ่งเบลอ   
   2. ระยะการซูม ยิ่งซูมเยอะหลังจะยิ่งเบลอ 
   3. ช่องรับแสง F ยิ่งกว้าง หลังยิ่งเบลอ 
   4. ระยะฉากหลัง ยิ่งห่างจากจุดโฟกัสมาก หลังจะยิ่งเบลอ

ขอบคุณที่มา: http://fws.cc/linkout.php?
                      http://www.klongdigital.com/

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เทคนิคการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์

        ในการถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา, City Landscape, หรือทะเล สิ่งสำคัญที่ควรจะคำนึงถึง
ก็คือเรื่องของการจัดแสง
         เรื่องแสงนี้เราก็ต้องมาดูกันก่อนว่า สิ่งที่ผู้ถ่ายต้องการตอนนั้นคืออะไร ต้องการอารมณ์ภาพเป็นแบบไหน ซึ่งลักษณะแสงที่ปรากฏก็จะมีหลักๆ 2 แบบด้วยกันคือ
         1 การถ่ายภาพตามแสง >> ในการถ่ายภาพตามแสงนั้น ภาพที่ออกมา จะได้รายละเอียดที่ค่อนข้างครบถ้วน อย่างเช่นเราจะถ่าย วิวภูเขา หรือเกาะแก่งต่างๆ
การถ่ายภาพตามแสงนั้นจะช่วยให้เกิดความชัดเจนในรายละเอียดมากขึ้น




           ซึ่งการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ส่วนใหญ่นั้นจะใช้วิธีการถ่ายภาพตามแสง เพื่อที่จะได้รายละเอียด    สื่อไปถึงคนที่จะมาชมภาพ ว่าทิวทัศน์หรือสถานที่ต่างๆที่เราได้ไปเก็บภาพมา มีลักษณะอย่างไร           รายละเอียดเป็นอย่างไร ซึ่งสามารถเห็นได้จากภาพได้ทันที
           ส่วนในเรื่องการวัดแสงนั้นควรจะตั้งโหมดวัดแสงแบบเฉลี่ยทั้งภาพ และถ้าต้องการความสดของสีที่เกิดขึ้น ก็ควรจะใส่ฟิลเตอร์ CPL ไว้ด้วย ซึ่งจะมีประโยชน์มากเมื่อเราใช้ถ่ายภาพทะเล CPL จะตัดแสงสะท้อนออก ให้เหลือแต่แสงสีที่แท้จริงของท้องฟ้าและทะเล ทำให้ได้ทะเลสีมรกต
และท้องฟ้าสีฟ้าสวยงาม




2. การถ่ายภาพย้อนแสง >> การถ่ายภาพประเภทนี้จะไม่เน้นรายละเอียดของวัตถุที่เราจะเอามาเป็นแบบ คนทั่วไปจะหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพย้อนแสง เพราะมันไม่เห็นรายละเอียด เห็นแต่อะไรก็ไม่รู้มืดๆ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราจัดองค์ประกอบได้ดีและเข้าใจอารมณ์ที่จะถ่ายทอดออกมาทางภาพ
ภาพที่ได้ก็จะออกมาอย่างสวยงามได้อารมณ์เป็นอย่างมาก





      จุดประสงค์ของการถ่ายภาพย้อนแสง จริงๆแล้วจะเน้นอารมณ์ของภาพมากกว่ารายละเอียด        อย่างเช่นการถ่ายภาพชีวิตชาวเล ตอนพระอาทิตย์ตกดิน หรือภาพทิวเขาหลังอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งแม้ภาพเหล่านี้จะไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก แต่ว่าจะได้อารมณ์บรรยากาศของสถานที่ ณ เวลานั้นๆ ได้อย่างดีทีเดียว

 



           ทั้งการถ่ายภาพตามแสงและย้อนแสง ภาพที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการจัดองค์ประกอบภาพ และการวัดแสงที่เหมาะสม เพื่อให้ภาพที่ออกมานั้น สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของผู้ถ่ายไปยังผู้รับได้อย่างสมบูรณ์และสวยงาม


 


วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรามารู้จักกล้อง DSLR กันดีกว่า

DSLR  คือ กล้องดิจิตอล SLR คำว่า DSLR ย่อมาจากคำว่า Digital Single Lens Reflex หมายถึง กล้องดิจิตอลสะท้อนภาพแบบเลนส์เดี่ยว (แปลตามภาษาอังกฤษ) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นๆ ก็คือ เวลาเรามองภาพผ่านเลนส์ของกล้อง DSLR นี้ จะเห็นเป็นภาพเดียวกับกับเลนส์ สาเหตุเพราะมีเลนส์เดียว ทำให้ภาพที่ถ่ายนั้น ตรงกับภาพที่เราเห็น  ดังนั้นกล้องประเภทนี้ จึงมีราคาแพง และแถมยังต้องใช้คนถ่ายทีมีฝืมือมากพอสมควร



บางคนเรียกกล้องนี้ว่า DSLR บางคนก็เรียกเป็น กล้องดิจิตอล SLR



ถ้าคุณเพิ่งเริ่มหัดเริ่มถ่ายภาพ แนะนำให้ลองถ่ายด้วยกล้องแบบอัตโนมัติ หรือกล้องดิจิตอลคอมแพค (Compact) เพราะถ่ายได้ง่าย  (เพราะจะได้ไม่เบื่อเสียก่อน) แถมยังมีฟังก์ชั่นพิเศษในการช่วยให้ได้ภาพสวยงามในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย ไม่วาจะเป็นภาพพาโนรามา เป็นต้น

จุดเด่นที่สำคัญและเป็นตัวบ่งบอกว่า กล้องนี้เป็นกล้อง DSLR หรือไม่นั้น คือ กล้องประเภทนี้จะสามารถเปลียนเลนส์ได้ครับ และด้วยคุณสมบัติที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ดังนั้น กล้องประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่กว่ากล้องดิจิตอลคอมแพคมาก และของแถมที่ได้มาคือมีน้ำหนักมากกว่ากล้องดิจิตอลคอมแพคทั่วไปด้วย

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ถ่ายด้วยเลนส์ Wide angle ยังไงก็สวย

การถ่ายภาพด้วยเลนส์ Wide angle

ในการถ่ายภาพบุคคล นอกจากจะใช้ เลนส์เทเลโฟโต้ แล้วยังสามารถใช้ เลนส์ Wide angle
ถ่ายได้ภาพที่น่าสนใจได้ดี จากผลของมุมมมองกว้าง ลักษณะของ perspective ที่มีการลู่เข้า
เพื่อเป็นการนำสายตาสู่จุดเด่น ผล ของมุมมกว้าง ของเลนส์ Wide angle
ทำให้เก็บสภาพแวดล้อมได้กว้าง มีเนื้อหา ของสถานที่ในภาพ